ในยุคของความเร่งรีบใช้ชีวิตแข่งกับเวลา ทุ่มเทกับการเรียน การทำงานต้องเผชิญกับมลพิษ ฝุ่นละออง และความเครียดจากสภาพแวดล้อมต่าง ๆ จนทำให้การใส่ใจดูแลสุขภาพน้อยลง วิถีชีวิตแบบนี้ส่งผลให้คนเมืองมีปัญหาเรื่องสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะ โรคเครียด จึงนำไปสู่ปัยจัยเสี่ยง เส้นเลือดสมอง (Stroke) ทั้งในเรื่องของพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ความเครียดสะสม การไม่ออกกำลังกาย รวมไปถึงโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ซึ่งล้วนแล้วแต่ เพิ่มโอกาสในการเกิดโรคเส้นเลือดสมองทั้งสิ้น
โรคเส้นเลือดสมอง (Stroke) เป็นโรคที่อันตรายมาก ซึ่งปัจจุบันเกิดขึ้นในช่วงอายุที่น้อยลงเรื่อย ๆ มักพบในผู้ป่วยอายุ 19 – 55 ปี และยังเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตและการทุพพลภาพ และยังมีแนวโน้มว่ามีผู้ป่วยด้วยโรคนี้เพิ่มขึ้นทุกปี
ซึ่งโรคเส้นเลือดสมอง (Stroke) คือ ภาวะที่สมองขาดเลือด เนื่องจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเกิดการ ตีบ อุดตัน หรือ แตก ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้ จนทำให้เกิดอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเสียชีวิตได้
โรคเส้นเลือดสมอง (Stroke) แบ่งได้ 2 ประเภท
ได้แก่
1. เส้นเลือดสมองตีบ หรืออุดตัน
เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองตีบหรืออุดตัน
2. เส้นเลือดสมองแตก
เกิดจากความดันโลหิตสูงหรือเส้นเลือดโป่งพองในสมอง ทำให้แตกง่าย ส่งผลทำให้เกิดเลือดออกในสมอง
ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มีวิธีการรักษาไม่เหมือนกัน แต่มาด้วยอาการเหมือนกัน
อาการหรือสัญญาณ คือ BE FAST มักเกิดขึ้นทันทีทันใด
1. B Balance เวียนหัว เดินเซ ทรงตัวไม่ได้
2. E Eyes ตามัว ตากลอกไม่สุด การมองภาพมีปัญหา
3. F Face อาการชาหรืออ่อนแรงที่ใบหน้า หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว
4. A ARM อาการชาหรืออ่อนแรงที่แขนขา ยกแขนหรือขาไม่ขึ้น
5. S Speech พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง พูดติด ๆ ขัด ๆ
6. T Time หากมีอาการผิดปกติ ให้รีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด
BE FAST ไม่ใช่อาการแสดง แต่มันเป็นอาการที่บอกว่าเป็นโรคแล้ว เพราะฉะนั้นถ้ามีอาการ ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที ยิ่งไปโรงพยาบาลได้เร็วเท่าไหร่ จะมีตัวเลือกในการรักษาที่เยอะขึ้น
การวินิจฉัย
1. CT Scan เพื่อตรวจดูภาวะขาดเลือดจากหลอดเลือดสมองและภาวะเลือดออกในสมอง
2. การตรวจเลือด เพื่อประเมินความเข้มข้นของเลือด การแข็งตัวของเลือด
3. MRI Scan ดูเนื้อสมองและหลอดเลือดสมอง
4. ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ดูความผิดปกติของการเต้นของหัวใจ
การรักษา
การรักษาจะขึ้นอยู่กับว่า เป็นประเภท ตีบ อุดตัน หรือแตก
1. ระยะอาการโรคเส้นเลือดสมอง ตีบ อุดตัน ให้ยาละลายลิ่มเลือด หรือเรียกว่า rt-PA เป็นยาช่วยขั้นต้น
หรือผ่าตัดดึงตัวก้อนเลือดที่ไปอุดอยู่ออก
2. ระยะอาการเลือดสมองแตก ผ่าตัด ให้ยาลดภาวะสมองบวม
อาการหลังป่วยโรคเส้นเลือดสมอง (stroke)
1. อัมพฤกษ์ อัมพาต แขนขาอ่อนแรง หรืออ่อนแรงครึ่งซีก หรือไม่มีแรงเลย
2. เกิดความผิดปกติด้านการสื่อสาร พูดไม่ชัด พูดไม่รู้เรื่อง ฟังไม่เข้าใจ
3. เกิดความผิดปกติด้านการมองเห็น ตาอาจมองไม่เห็นครึ่งหนึ่ง หรือ ตากลอกไม่สุด
4. เกิดความผิดปกติเรื่องการกลืนอาหาร ทำให้การกลืนลำบาก ส่งผลให้ผู้ป่วยสำลักได้
5. อาการเกร็ง เกิดจากกล้ามเนื้อหดเกร็งหรือแข็งตึง ทำให้การเคลื่อนไหวเป็นเรื่องยากหรือเจ็บปวด
การดูแลผู้ป่วย
หลังจากที่ผู้ป่วยรักษาอาการโรคเส้นเลือดสมอง (stroke) จนไม่มีอาการตีบ อุดตัน หรือ แตก เพิ่มแล้ว แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูจะเข้ามาดูแลผู้ป่วยต่อ เพื่อให้
ผู้ป่วย ฟื้นฟูร่างกายได้เต็มที่ เป็นการร่วมมือทำงานระหว่าง
ที่ตึง หรือว่าใช้เครื่อง PMS หรือเครื่องแม่เหล็กไฟฟ้า กระตุ้นแขน หรือขาข้างที่อ่อนแรง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทำงานของกล้ามเนื้อของผู้ป่วย
ภาวะแทรกซ้อน ที่อันตรายของผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมอง ( Stroke )
1. แผลกดทับ (Pressure Injury) บริเวณที่ถูกกดทับเป็นระยะเวลานาน จนทำให้บริเวณนั้น ขาดเลือดมาเลี้ยง จนเกิดการตายของเนื้อ และเป็นแผลตามมา ทำให้ผู้ป่วยติด เชื้อได้
2. ข้อต่อยึดติด เกิดจากการที่ผู้ป่วยไม่ได้ขยับร่างกาย เป็นระยะเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว ทำให้เหยียดไม่สุด งอไม่สุด ทำให้การใช้งานหรือการยืน เดิน ทำได้ยากขึ้น
3. ปอดติดเชื้อ เกิดจากการสำลักอาหาร หรือน้ำลาย ลงระบบทางเดินหายใจ ก็จะนำไปสู่ภาวะปอดติดเชื้อตามมาได้
4. ซึมเศร้า ผู้ป่วยไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้เหมือนเช่นเคย จึงเกิดความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจ และหมดกำลังใจได้
การป้องกันแต่ละภาวะแทรกซ้อนทำอย่างไรได้บ้าง ?
1. วิธีป้องกันแผลกดทับ
2. วิธีป้องกันข้อต่อยึดติด
3. ปอดติดเชื้อ
4. ซึมเศร้า ญาติและผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยควรให้กำลังใจ และสนับสนุนการทำกิจกรรมที่ผู้ป่วยชอบ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ หลีกเลี่ยงคำพูดที่จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแย่ เช่น ทำไมไม่ออกกำลัง หรือ ทำไมทำไม่ได้
โรคเส้นเลือดสมอง (stroke) เป็นภาวะที่อันตรายและต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน แต่หากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และดูแลอย่างเหมาะสม มีการทำกายภาพอย่างต่อเนื่องในระยะฟื้นตัว ผู้ป่วยก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติได้ การดูแลโดยครอบครัวและบุคคลากรทางการแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและลดโอกาสในการเกิดโรคซ้ำได้